อยากมีเพื่อนที่ชอบเลนเกมอ่าคร๊าฟฟฟฟ

มะนาว

posted on 19 May 2010 16:38 by satuinwzaa

"มะนาว" มีประโยชน์มากกว่าความเปรี้ยว



     มะนาว เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่เมื่อพูดถึงแล้ว ใคร ๆ หลายคนคงนึกถึงรสชาติที่เปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟัน แต่ขณะเดียวกัน หาก นึกถึงคุณประโยชน์ด้านต่าง ๆ ของมะนาวอาจพบว่ามีมากมาย โดยนอกจากคุณแม่บ้านจะมีไว้ติดครัวเพื่อปรุงรสต้มยำหรือสารพัด ยำให้แซบถูกปากแล้ว ในสรรพคุณทางยา “มะนาว” ยังสามารถใช้รักษาโรคต่าง ๆ รวมทั้งเป็นเครื่องประทินความงามได้อย่างดีอีกด้วย

     ลักษณะทั่วไปของมะนาวเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่ม ตัวใบรูปร่างกลมรี ขอบใบหยักเล็กน้อย ปลายและ โคนใบมน ดอกเล็กสีขาวอมเหลือง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลกลมเปลือกบางเรียบ มีน้ำชุ่มมาก รสเปรี้ยว เปลือกผลมีน้ำมัน กลิ่นหอม รสขม สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิดโดยเฉพาะดินร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี ควรปลูกในฤดูฝน ช่วงที่ปลูกใหม่ ๆ ต้องรดน้ำทุกวันและไม่ควรโดนแดดมาก โดยมีความเชื่อตามตำราพรหมชาติฉบับหลวงกล่าวไว้ว่า มะนาวเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ในบริเวณบ้าน กำหนดปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (พายัพ) เพื่อผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านจะได้มีความสุขสวัสดี

     มะนาวเป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์หลาย ชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิค วิตามินซี ซึ่งได้จากน้ำมะนาว ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาว มีไวตามินเอและซี รวมทั้งมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาว มีสรรพคุณทางยาคือ เปลือกผล มีรสขม ช่วยขับลม รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด วิธีทำยา นำเอาเปลือกของผลสดประมาณครึ่งผล คลึงหรือทุบเล็กน้อยพอให้น้ำมันออก ชงน้ำร้อนดื่มเวลามีอาการ ส่วน น้ำมะนาว รักษาอาการไอและขับเสมหะ โดยใช้ผลสดคั้นน้ำจะได้น้ำมะนาวเข้มข้น ใส่เกลือเล็กน้อยจิบบ่อย ๆ หรือจะทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงให้รสเข้มข้นพอควร ดื่มบ่อย ๆ หรือนำน้ำมะนาวผสมดินสอพองใช้ทาบริเวณ หัวโน จะทำให้เย็นและยุบลงเร็ว 

    ประโยชน์ของน้ำมะนาวซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการเป็นที่รู้จักกันดีคือ
มีวิตามินซีสูงมาก รักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้ดี นอกจากนี้ยังมี ประโยชน์ด้านความงามโดย เอาเปลือกที่บีบเอาน้ำออกแล้ว นำมาทา บริเวณข้อศอก คาง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า จะช่วยให้ส่วนเหล่านั้นนุ่มนวลได้อย่างดี สำหรับใบหน้าสามารถแก้สิวฝ้าได้ในกรณีที่สิวไม่มีการอักเสบติดเชื้อเป็นหนอง ซึ่งมะนาวจะช่วยรักษาสิวให้ลดน้อยลงได้เพราะน้ำมะนาวมีสภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ จะทำให้เนื้อเยื่อที่ตายแล้วหลุดออกไป ทำให้ลดการอุดตันของรูขุมขน ช่วยกำจัดเชื้อโรคและไขมันได้ด้วย การใช้แป้งดินสอพองกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็นสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อย ๆ ยุบหายไปในที่สุด ส่งผลให้ใบหน้าสวยใส

    
มะนาว จึงถือเป็นสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ดังนั้นอย่าลืมหาซื้อมะนาวหรือปลูกเองติดบ้านไว้ใช้ประโยชน์เพื่อสุขภาพและ ความงามนอกเหนือจากไว้ปรุงรสอาหารนะคะ.

ข้อมูลจาก :


เฉาก๊วย

posted on 24 Apr 2010 12:58 by satuinwzaa

วันนี้ผมสงสัยว่าเฉาก๊วยทำมาจากอะไร

เฉาก๊วยทำจากอะไร
 
หญ้าเฉาก๊วย
หญ้าเฉาก๊วย

เฉาก๊วยทำมาจาก

หญ้าชนิดหนึ่งในตระกูลเดียวกับมินต์ มีชื่อเรียกว่าอย่างเป็นทางการ ´Mesona chinensis´ ส่วนคนไทยเราจะเรียกหญ้าชนิดนี้ว่า ´หญ้าเฉาก๊วย´ หญ้าเฉาก๊วยสามารถพบได้มากในประเทศจีน ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ขนมหวานชนิดนี้จะมีที่มาจากเมืองจีน และมีชื่อเรียกเป็นภาษาจีน


ทว่า ในหมู่ของคนจีนเอง

ก็จะเรียกเจ้าขนมหวานชนิดนี้แตกต่างกันออกไปตามภาษาถิ่น เช่น ในภาษาจีนกลางจะเรียกว่า ´เหลียงเฝิ่น´ หรือ ´เซียนเฉ่า´ ที่แปลว่าหญ้าเทวดา ขณะที่ชาวมาเลย์จะเรียกว่า ´จินเจา´ เป็นต้น

 

วิธีการทำเฉาก๊วยก็ไม่ยากไม่เย็นอะไรนักจ้า

เพียงแค่นำหญ้าเฉาก๊วยมาต้มจนเดือด

แล้วกรองเอาแต่น้ำออกมาจะได้น้ำที่เป็นสีดำโดยปริยาย (แต่พ่อค้าแม่ค้าบางรายที่ต้องการให้สีดูดำมากขึ้นก็จะใส่สีผสมอาหารลงไปด้วย)

จากนั้น ผสมกับแป้งมันสำปะหลังเพื่อช่วยในการจับตัว

ทิ้งไว้จนเย็นก็จะมีลักษณะเป็นวุ้นเท่านี้ก็เป็นอันว่าเสร็จสิ้นกระบวนการทำเฉาก๊วย
ที่เหลือก็แต่สไตล์การรับประทานของแต่ละคน

ว่าจะนำไปกินกับอะไร โดยส่วนใหญ่ก็จะใส่น้ำเชื่อมแล้วก็น้ำแข็ง กินดับกระหายคลายร้อน เพราะสรรพคุณของเฉาก๊วยตามตำราจีนนั้นสามารถช่วยลดอาการร้อนในกระหายน้ำได้ดีทีเดียว

 


ส่วนผสม

1. หญ้าเฉาก๊วยแห้ง 1/2 กิโลกรัม

2. น้ำสะอาด 18 ลิตร (1 ถัง)

3. แป้งมันสำปะหลัง
วิธีทำ

1. นำหญ้าเฉาก๊วยแห้งมาล้างให้สะอาด เพื่อให้ทรายหรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ออกหมด แล้วนำไปใส่ปี๊บหรือถังสแตนเลส เติมน้ำสะอาดลงไป

2. นำไปต้มด้วยไฟปานกลาง ใช้ไม้พายคนเรื่อย ๆ ไม่ให้น้ำล้นออกมา ใช้เวลาเคี่ยวประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะได้น้ำเฉาก๊วยที่ดำและเข้มข้น

3. เทน้ำเฉาก๊วยที่ได้ออกพักในหม้อ รอให้เย็น ซึ่งเมื่อเย็นแล้วจะมีความเข้มข้นมากกว่าเดิม แล้วจึงนำมากรองเอากากออก โดยใช้ผ้าขาวบางรองซ้อนกัน 3 ชั้น วางบนปากภาชนะ เทน้ำเฉาก๊วยกรองผ่านผ้าลงไป โดยกรอง 3 ครั้ง แต่ละครั้งพยายามคั้นกาก ให้น้ำออกมามาก ๆ เพื่อจะได้มีความดำและเหนียวมาก ๆ

4. อาจจะเติมแป้งมันสำปะหลังลงไปในน้ำเฉาก๊วยเพื่อช่วยให้เฉาก๊วยแข็งตัวเป็นก้อนมากขึ้น

5. นำไปตักแบ่งรับประทานตามใจชอบ

credit http://variety.teenee.com/foodforbrain/2061.html

edit @ 24 Apr 2010 13:03:06 by เด็กชายเทวดาสาธุ